Thursday, January 03, 2008
Shaving & Hair Removal
| Andis Professional 04710 T-Outliner Persona... Too low to display | Merkur Double Edge Safety Razor Blades 3-Pack $14.95 | The Art of Shaving The 4 Elements Kit $38.00 |
| Billy Jealousy Hydroplane Shave Cream, 8 Ou... $20.00 | The Art of Shaving - Shaving Cream (5.3 oz ... $22.00 | Sean John Unforgivable $16.00 - $75.00 |
| The Art of Shaving Pre-Shave Oil $22.00 | Proraso Eucalyptus & Menthol Shaving Cr... $10.00 | Tend Skin $18.50 - $45.00 |
| 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ... Next > > | ||
Thursday, December 14, 2006
นักวิจัยพบ ครีมต้านริ้วรอยดีไม่ต้องแพงเสมอไป
| |||
ผลิตภัณฑ์ราคาแพงไม่ได้ให้ผลดีไปกว่ายี่ห้อที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา งานศึกษาโดยนิตยสารคอนซูเมอร์รีพอร์ตส์ระบุ โดยผลการศึกษาชิ้นนี้จัดอันดับให้โอเลย์รีเจเนริสต์ ซึ่งมีราคาประมาณ 19 ดอลลาร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดริ้วรอย
แต่ไม่มีผลิตภัณฑ์ชิ้นใดเลยในการศึกษาสามารถสร้างความแตกต่างให้กับผิวพรรณอย่างเห็นได้ชัด
นักวิจัยพบว่า หลังจากที่ผ่านไป 12 สัปดาห์ ผลิตภัณฑ์ตัวที่อยู่ในอันดับต้นๆสามารถลบเลือนริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้จำนวนหนึ่ง แต่กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอันดับต้นๆก็ยังลดความลึกรอยเหี่ยวย่นโดยเฉลี่ยได้น้อยกว่า 10% ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทบจะไม่สร้างความแตกต่างให้กับผิวพรรณ และไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างราคากับประสิทธิภาพ" โฆษกของนิตยสารดังกล่าวระบุ
ชาวอเมริกันใช้เงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับครีมต้านริ้วรอย
นิตยสารคอนซูเมอร์รีพอร์ตส์ ตีพิมพ์โดยคอนซูเมอร์ยูเนียน ซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาวิจัยผู้บริโภคที่ไม่แสวงหากำไร นิตยสารดังกล่าวเลือกตัวอย่างสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆในตลาดระดับมวลชน ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีราคาระหว่าง 19 ถึง 355 ดอลลาร์ ครีมแต่ละตัวมีหญิงสาวประมาณ 17-23 คน เป็นผู้ทดสอบ โดยหญิงเหล่านั้นมีอายุระหว่าง 30-70 ปี
หญิงกลุ่มดังกล่าวใช้ผลิตภัณฑ์ทดสอบที่ด้านหนึ่งของใบหน้า และใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ระดับมาตรฐานของทางห้องทดลองบนอีกด้านของหน้า เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ และใช้เครื่องมือช่วยมองที่มีเทคโนโลยีระดับสูงตรวจดูความเปลี่ยนแปลงของความลึกริ้วรอยและความเรียบเนียนของผิว
การศึกษาพบว่า ผลที่ได้แตกต่างกันออกไป
ดร.ทีนา อัลสเตอร์ ศัลยแพทย์เลเซอร์ผิวหนังจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในกรุงวอชิงตัน และเป็นสมาชิกสภาแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ ระบุว่า มันรวบรัดเกินไปที่จะสรุปจากงานศึกษาวงแคบชิ้นหนึ่งว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้ไม่ได้ผล
"ผู้คนคงอยากจะเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ราคาถูกนั้นเหมือนกับผลิตภัณฑ์ราคาแพง และฉันอาจจะหัวเราะเยาะบางคนที่ควักเงิน 500 ดอลลาร์ไปกับครีมหนึ่งกระปุก แต่ฉันก็เห็นคุณค่าของแบรนด์หรูบางตัวที่ใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน" เธอกล่าว "แต่มันก็เป็นคำเตือนว่า ผู้บริโภคควรดูส่วนประกอบมากกว่าดูแค่การบรรจุหีบห่อ"
และแม้ผลการศึกษาจะออกมาเป็นเช่นนี้ แต่ผู้หญิงบางคนก็กล่าวว่าพวกเขาจะยังคงใช้ครีมต้านริ้วรอยต่อไป
"ฉันไม่เคยเชื่ออย่างจริงจังว่าครีมเหล่านี้จะยับยั้งริ้วรอยได้ แต่มันทำให้ฉันรู้สึกดีและมีกลิ่นหอมด้วย" อมิรา โธรอน คุณครูวัย 36 ปีจากนิวยอร์ก กล่าว
Friday, December 08, 2006
มิสทีน 2006
สำหรับผู้ประกวดสาววัยรุ่นที่ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ได้แก่ หมายเลข 12 น้องมิน น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี อายุ 17 ปี ชั้น ม.5 จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน หมายเลข 25 น้องจูน น.ส.เกศสุดา มานะทวีเกียรติ อายุ 17 ปี จากวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี หมายเลข 28 น้องบุ๋ม น.ส.พรรณประภา ยงค์ตระกูล อายุ 18 ปี นักศึกษาแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของตำแหน่งนางงามผิวเนียนใสไร้แผลเป็น หมายเลข 31 น้องเอมี่ น.ส.อามาเรีย จาคอป อายุ 17 ปี จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต ซึ่งได้รับรางวัลนางงามมิตรภาพ และหมายเลข 36 น้องฟ้า น.ส.สิรัชชา พัชรฑีฆะสุข อายุ 17 ปี ชั้น ม.6 จากโรงเรียนลาซาล กรุงเทพฯ ซึ่งได้ตำแหน่งสาวสุขภาพดีและสาวหน้าสวยด้วยสีสัน
สาว"ขาว-สวย-หุ่นดี" แห่สมัครประกวด"มิสทีน"
โอ้ย! มาสมัครกันแน่นโรงแรมโนโวเทล บางนา ไปหมด สาวน้อยวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-18 ปี ที่ล้วนต้องการจะเป็นหนึ่งในสาวงามที่มีโอกาสสวมมงกุฎมิสทีนไทยแลนด์
ในวันสมัครมีสาวรุ่นหน้าละอ่อนร่วมร้อยตรงรี่เข้ามาเขียนใบสมัคร แต่ละคนดูเป็นสาวมั่นใส่ทั้งสายเดี่ยว ใส่ทั้งเกาะอกมายืนโพสท่ากันเป็นแถว เรียกว่างานนี้ไม่มีใครอายใครหละ แต่ละคนต่างก็งัดความงาม เทเอาความสามารถมาแสดงออกกันอย่างเต็มที่
นางสาวพรรษชล คุ้มแพรวพรรณ "กุ๊กกิ๊ก" อายุ 16 ปี สาวสวย ปวช.ปี 1 จากรั้วอโยธยาบริหารธุรกิจ ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีชมพูสดใส ให้สัมภาษณ์ว่า ที่อยากเข้ามาประกวดเพราะต้องการหาประสบการณ์บนเวทีนางงาม อีกทั้งยังอยากแสดงความสามารถของตัวเองให้คนอื่นได้เห็นด้วย
"เป็นครั้งแรกที่เข้ามาประกวดนางงาม ปกติแล้วก็จะเป็นคนถือป้ายให้กับโรงเรียน ที่มาครั้งนี้เพราะคิดว่าเราก็มีความสามารถไม่แพ้คนอื่น สิ่งที่คิดว่าเป็นเสน่ห์ของตัวเองมากที่สุดคือดวงตาเพราะเป็นคนที่ตาหวาน การที่มาประกวดเวทีมิสทีนไทยแลนด์เพราะเห็นว่าเป็นเวทีที่ใหญ่ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้แสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่ จะประกวดทั้งทีก็ขึ้นเวทีใหญ่ไปเลยดีกว่า"
ส่วนนางสาวระวิวรรณ สุวัฒนพูนลาภ "ต่าย" อายุ 17 ปี นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มาประกวดเพราะอยากได้เพื่อนใหม่ๆ และมีความมั่นใจในตัวเองเชื่อว่าตัวเองก็มีความสวยและมีความสามารถไม่แพ้คนอื่น
"บางทีการที่ได้อยู่แต่ในโลกของตัวเอง อยู่แค่มหาวิทยาลัยเราก็จะไม่รู้ว่าข้างนอกมันเป็นอย่างไร เพื่อนๆ คนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว การมาประกวดครั้งนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการหาประสบการณ์ พอมาถึงเห็นเพื่อนแต่ละคนสวยๆทั้งนั้น ยอมรับว่าวัยรุ่นสมัยนี้สวยๆ เยอะ ใครที่สวย หุ่นดี ก็อยากจะเข้ามาแข่งขันทั้งนั้น เพราะการประกวดนางงามถือว่าเป็นการวัดความสวยของผู้หญิง วัยรุ่นยุคนี้ชอบการแข่งขันทั้งแข่งความสวย และแข่งความสามารถ ต่ายมองว่ายุคนี้มันกลายเป็นยุคของการแข่งขันไปแล้ว"
ทางด้านนางสาวพัชชุดาญ์ พันธุ์พิพัฒน์ "เปิ้ล" อายุ 18 ปี นักเรียน ม.6 จากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มาประกวดเพราะต้องการหาประสบการณ์เรื่องการเข้าสังคม อีกทั้งยังอยากใช้เวทีนี้เป็นบันไดในการก้าวสู่การเป็นดาราด้วย เพราะเวทีนี้สร้างดารามาหลายคนแล้ว และคิดว่าการประกวดก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่มีการใส่ชุดว่ายน้ำ ไม่เสียการเรียน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกแต่ก็จะทำให้ดีที่สุด
นางสาวชัชฎา คนันพรานนท์ "จูน" อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่เข้ามาประกวดเช่นกัน คิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ตรงรอยยิ้มก็เลยอยากเอารอยยิ้มสดใสมาสู้กับสาวๆ คนอื่น
"ก่อนมาก็คิดว่าเราสวยแล้วนะ แต่พอมาเห็นเพื่อนๆ ก็รู้สึกว่ามีคนสวยเยอะ ซึ่งก็ตื่นเต้นดี ต้องลุ้นว่าใครจะได้เป็นมิสทีนไทยแลนด์ สำหรับจูนก็ไม่ได้หวังอะไรมาก ขอแค่ทำให้ดีที่สุดก็พอ เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราต้องแข่งขันกับคนสวยๆ ทั้งนั้น แต่ขอแค่ทำให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ จูนคิดว่าที่มีคนมาสมัครกันเยอะก็เพราะว่าทุกคนคิดว่าตัวเองมีดี ตัวเองสวยก็เลยมา ซึ่งก็คงต้องประชันกันหน่อยว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้ครองมงกุฎมิสทีนไทยแลนด์"
ก็ว่ากันไป ใครมีดีทางไหนก็นำออกมาแสดงกันให้เต็มที่ ซึ่งถ้าเป็นการแสดงออกในทางที่ดีก็คงไม่มีใครว่า จริงไหมจ๊ะสาวๆ...
มิสทีน รักษาแชมป์
สำหรับ นางเอกสาวคนนี้ซึ่งมารับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์หลักให้กับมิสทินอีกครั้งเป็นปีที่ 2 หลังจากสร้างความฮือฮามาแล้วจากภาพยนตร์โฆษณาเครื่องสำอางมิสทิน ชุด นีโอ ไบรท์ ซึ่งเจาะกลุ่มสาวรุ่นเป็นหลัก
แต่มาครั้งนี้ New Star ถูกวางตำแหน่งสินค้าให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น โดยมีนางเอกยอดนิยมเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสาวขึ้น มีความมั่นใจ และปราดเปรียวมากกว่าเดิม โดยนำเสนอผ่านสเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งเป็นกีฬาที่สร้างชื่อให้กับนางเอกสาวในฐานะแชมป์
เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณา เป็นการนำเสนอความสวยโดดเด่นของดารายอดนิยมที่เลือกใช้เครื่องสำอางลิปสติก มิสทิน นิวสตาร์ โดยเล่าเรื่องราวผ่านลีลาพลิ้วไหวในการเล่นสเก็ตน้ำแข็งท่ามกลางกลุ่มดาว พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ย้ำชัดว่า "นิว สตาร์ ดาวดวงใหม่จากมิสทิน เครื่องสำอางที่ขายดีที่สุดในเมืองไทย" ภาพพยนตร์ชุดนี้ บริษัท เฟมไลน์ จำกัด เป็นผู้สร้างสรรค์
เป้าหมายมิสทิน ต้องการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดฯที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 52 เปอร์เซ็นต์ โดยทิ้งห่างจากเอวอน เบอร์ 2 ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ 24 เปอร์เซ็นต์ และรักษาฐานลูกค้ามิสทินให้มีความเชื่อมั่นเป็นเครื่องสำอางขายตรงที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุด ควบคู่ไปกับความเป็นโปรดักส์คุณภาพ แต่ราคาประหยัด ทางด้าน ยู สตาร์ แม้เป็นน้องใหม่เพิ่งเปิดตัว แต่จัดว่าไม่ธรรมดา ที่คู่แข่งอย่างมิสทินประมาทไม่ได้ เพราะ สามารถสร้างกระแสให้ชื่อเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การเปิดตัวสินค้า ผู้บริหารบริษัทที่มีดีกรีเป็นถึงที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัท สร้างความฮือฮาจนสื่อมวลชนแทบทุกแขนงประโคมข่าวกันถ้วนหน้า
ตามด้วยภาพยนตร์โฆษณาทางทีวีเพื่อรับสมาชิก ยู สตาร์ โดยมีพรีเซ็นเตอร์นักร้องชายและหญิงระดับซูเปอร์สตาร์ชั้นนำของเมืองไทย ทั้ง ธงชัย แมคอินไตย์ จินตหรา พูลลาภ นัท มีเรีย และแคทรียา อิงลิช
เป็นแม่เหล็กดึงดูดสมาชิกใหม่ ที่เป็นผู้หญิงวัยตั้งแต่ 15-25 ปี ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนหนึ่งเป็นฐานแฟนเพลงของบรรดานักร้องเหล่านี้ หากนับรวมไม่น้อยกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ อาจลองมาเป็นสมาชิกใหม่อย่างไม่ยาก
